|
![]() ![]()
the first meeting in Berlin ( Education System Thai vs. Germany )
|
|||
|---|---|---|---|---|
|
| ||||
|
กระทู้นี้ ขอเป็นการคัดเลือกผู้ที่มีความสนใจจริงๆ เพราะอาจจะไม่สนุกมากนัก แต่เป็นอะไรที่มีประโยชน์เชียวหล่ะ รายละเอียด ตามหัวข้อกระทู้นะครับ อ่านๆ กันก่อนตัดสินใจ นะครับ เรื่องมีอยู่ว่า พี่ต่อ ผู้ซึ่งทำงานให้กับสถานทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน ในส่วนที่เกียวกับงานวิชาการอยู่ในขณะนี้ มีความประสงค์เชิญชวน พี่ๆ น้องๆ นักเรียน นักศึกษาไทย ที่พำนักอยู่ในเยอรมัน ไปร่วมประชุมครั้งที่ 1 ในหัวข้อ การศึกษาความแตกต่างของระบบการศึกษา ตั้งแต่ระดับ ประถมฯ จนถึงระดับอุดมศึกษา ในเมืองไทย กับในเยอรมัน ว่าแตกต่างกันมากน้อยแค่ไหน และร่วมกันศึกษา พุดคุยกันถึงข้อดี-ข้อเสีย และความสอดคล้องต่างๆ ที่จะนำไปใช้ให้เกิดประโยชน์ในการทำงานต่อไปในอนาคตหลังจากสำเร็จการศึกษา เพื่อรวบรวมข้อมูล และข้อคิดเห็นที่ได้จากการประชุม มาประกอบกับข้อมูลเบื้องต้นที่ทางสถานทูตมีอยู่ ในการพิจารณาวิเคราะห์การปรับปรุง เปลี่ยนแปลง ระบบการศึกษาในเมืองไทย ให้มีประสิทธิภาพและนำไปสู่การพัฒนาแบบยั่งยืน ต่อไป อันนี้ถือว่า เป็นกิจกรรม ที่มีประโยชน์ต่อส่วนรวม และเปิดโอกาสให้พวกเราได้เสนอความคิดเห็น ฝึกการแยกแยะ วิเคราะห์พิจารณา จากประสบการณ์การใช้ชีวิตในเยอรมัน ในฐานะนักเรียน นักศึกษา รวมทั้งในฐานะผู้มีประสบการณ์ต่างแดนอีกด้วย .... เรียกได้ว่า พวกเราทุกคน นั่นแหละเป็นผู้ที่มีความพร้อม และสามารถเป็น 1 ในนั้น ที่จะเข้าร่วมประชุมในรูปแบบสบายๆ กันเองได้ โดยสถานทูตไทย ณ กรุงเบอร์ลิน จะเปิดห้องประชุมต้อนรับอย่างดีครับ อนึ่ง การประชุมครั้งที่ 1 นี้ จะมี พี่ต่อ และ พี่รัตน์ หรือที่น้องๆ รู้จักกันในนาม อาจารย์มณีรัตน์ เป็นตัวแทนฝ่ายผู้ใหญ่ หรือส่วนราชการ ที่จะมาร่วมปรึกษาหารือ พุดคุยกันกับพวกเรา ซึ่งจะรับบทบาทเป็น ตัวแทนของทีมงานนักเรียนนักศึกษาไทยในเยอรมัน ..... หลังจากครั้งที่ 1 ผ่านไป ก็จะมีครั้งที่ 2 หรือ 3 ตามมา ถึงครานั้น ทีมงานก็คงมีข้อมูลเอาไว้ให้อุ่นใจ และจะมีผู้ใหญ่ส่วนตัวแทนราชการไทย อีกหลายท่านเข้าร่วมประชุม อีกด้วย วันเวลา คร่าวๆ นะครับ เห็นจะเป็น ปลายเดือนมกราคม หรือ ต้นเดือนกุมภาพันธ์ ศกนี้ การเดินทาง แล้วแต่จะสรรหา และตามแต่พวกเราจะสะดวกกันนะครับ ประชุมครึ่งวันเช้าเท่านั้น ถ้าไม่จบก็แถมช่วงบ่ายนิดหน่อย ครับ ข้อมูลหลักเบื้องต้นก็คงจะประมาณนี้ นะครับ รายละเอียดอื่นๆ จะรายงานให้ทราบกันในลำดับต่อไป ........ ปล.1 ค่าเดินทาง อันนี้สอบถามไปแล้ว แต่ทางสถานทูตไม่ออกค่าเดินทางให้ อาจจะต้องเสียสละสตางค์สำหรับค่าเดินทางกันเอง .... เราจะหาทางออกที่ดีที่สุดกันต่อไป ปล.2 เรื่องที่พัก หากจำเป็นต้องค้างคืน ก่อนหรือหลัง การประชุม บ้านพี่ต่อ สามารถพักได้ แต่จำนวนคน ต้องสอบถามพี่ต่อ อีกครั้งนึง .... เราจะหา..............กันต่อไป ปล.3 คณะกรรมการที่คาดว่าจะไปแน่ๆ พี่เดียร์ เบอร์ลิน - พี่ตุ๊(พี่เอง) ใครไม่ไป แต่ต้องการแสดงความคิดเห็น กรุณาเขียนอีเมล์ติดต่อมาทางพี่ หรือคณะกรรมการชุดใหญ่ ชุดเล็ก ได้เต็มที่ครับ คำถาม ??? ใครมีคำถาม หรือข้อสงสัย เขียนมาในกระทู้ด้านล่างนี้ได้นะครับ รับจำนวนไม่จำกัดครับ
|
เขียนโดย pTout
|
|||
| ||||
|
|
||||
|
อยากรู้ว่าประชุมแล้วผลเอาไปทำอะไรบ้างที่เป็นรูปธรรม?? ขอบคุณค่ะ
|
เขียนโดย pornapas
|
|||
| ||||
|
|
||||
|
อันนี้พี่ก็ไม่ทราบเหมือนกันครับ น้องภัส พี่ก็ตามประสาคนกลางตัวจริง เค้าติดต่อมา ก็ทำหน้าที่เอาข่าวมาบอกให้พวกเราทราบ พี่ต่อ โทรมาคุยกับพี่แล้วก็วานให้กระจายข่าวให้ และหากมีน้องๆ พี่ๆ ท่านใดสนใจและอยากจะร่วมกันแสดงความคิดเห็นตรงจุดนี้ ก็จะได้บอกพี่ต่อกลับไป ส่วนพี่เอง ถ้าว่างจริงๆ ก็คงจะไปครับ อันที่จริง พี่ต่อ ก็บอกมาเหมือนกัน ประมาณว่า อยากจะปฏิรูประบบการศึกษาของไทย โดยเท่าที่พี่เข้าใจ นะครับ พี่ต่อ ค่อนข้างจะเห็นข้อดีของระบบการศึกษาในเยอรมัน หรือ ในยุโรป และคิดว่ามันเป็นระบบที่ส่งผลกว่าระบบของเรา ตรงที่ คนที่จบมาก็สามารถนำความรู้ความเข้าใจในสาขาวิชาที่เรียน มาใช้ได้จริงในชีวิตการทำงาน และพี่ต่อก็คงเห็นว่า ถ้าเราพัฒนาระบบการศึกษาของบ้านเราในจุดนี้ได้ ก็คงจะดี ..... มั้งครับ ตามความคิดเห็นของพี่ นะครับ โดยส่วนตัวแล้ว พี่คิดว่า ระบบเยอรมันก็มีข้อดีเยอะ ในทางกลับกันข้อเสียก็มีไม่น้อย โดยอยู่ที่ว่าเราจะมองในแง่มุมไหน ระบบในเมืองไทยอาจจะมองเห็นข้อเสียเยอะ เพราะเรารู้จักระบบบ้านเราดี คงไม่มีใครแย้งว่า ระบบอุดมศึกษาบ้านเรา ผลิตบัญฑิต ออกมาได้สอดคล้องกับความต้องการทางตลาด ไม่มากนัก หรือจำนวนคนที่ทำงานในสายงานที่ไม่ได้เรียนมาเยอะ ความรู้ที่เรียนมาไม่ได้นำมาใช้จริงๆเท่าที่ควร แต่ถ้าดูอีกทีก็โทษที่ระบบการศึกษาไม่ได้ เพราะการจะพัฒนาประเทศให้ดีได้ มันมีปัจจัยอื่นๆ อีกร้อยแปด ไม่ใช่แค่จะเปลี่ยนแปลงระบบการศึกษาอย่างเดียว ระบบอื่นๆอีกมากมายที่ส่งผลกันโดยตรงก็ต้องพัฒนาให้สอดคล้องตามไปด้วย และให้ดีที่สุด ก็ควรจะสอดคล้องกับบุคคลักษณะนิสัยของคนไทย และลักณะพื้นฐานการดำรงชีวิตของคนไทยจริงๆ บางทีอาจจะถึงเวลาแล้วที่ต้องยอมรับในหลายๆเรื่อง ว่าเราคนไทยเป็นคนที่รักสงบและรักสบายกันจริงๆ เราไม่ชอบกฎเกณฑ์ ตำรวจก็ไม่ทำตามกฏหมาย ระบบบ้านเราเขียนเอาไว้ดูดีเยอะ แต่คนในประเทศมิค่อยทำตาม อาจจะเพราะไม่ตรงและไม่สอดคล้องกับลักษณะนิสัยของคนไทย ก็เป็นได้ พี่คุยกับพี่ต่อทางโทรศัพท์ เพราะพี่ต่อโทรมาหา ก็ไม่ค่อยได้ตอบโต้ สอบถามอะไรกันมากนัก ตามประสาคนที่ยังไม่รู้จักกันดี ถ้าพี่ไม่เป็นนายกฯ ก็คงไม่มีคนจากทางสถานฑูตโทรมาหรอก พี่เลยอาจจะตอบคำถาม น้องภัส ไม่ได้ นะครับ ว่า ทางสถานฑูตหวังอะไรกับโปรเจ็คนี้ มากน้อยขนาดไหน หรือจะเอาผลไปทำให้เกิดรูปธรรม อะไรบ้าง ....... แต่ แต่น้องภัส ถามมาก้ดีแล้วหล่ะ พี่จะได้ถามเค้าต่อไปด้วย ว่าจะเอาผลที่ได้จากการประชุมไปทำอะไรต่อ อย่างไร เมื่อไหร่ ทำไม กับใคร เพื่อใคร ฯลฯ สงสัยอะไรมา ถามมาได้ นะครับ เป็นการรวบรวมคำถาม ก็ดีเหมือนกันน่ะ ส่วนรายการนี้ ลำบากเรานิดนึงตรงที่ ต้องจ่ายค่าเดินทางเอง และเบอร์ลินก็ไกลมาก ไม่ใช่เรื่องเล่นๆเลย สำหรับกระเป๋าสตางค์นักศึกษาแบบเราๆ ก็ถ้าใครสนใจแต่ไปไม่ได้ ก็เขียนข้อคิดเห็นฝากผ่านมาทางพี่ได้ เดี๋ยวพี่จะรวบรวมไปให้ ใครไปได้ก็ดี ไปด้วยกัน เป็นเพื่อนกันไป ไม่เหงาดี พี่ไม่อยากชวนใครโดยตรง เพราะเกรงใจเรื่องค่าเดินทางที่ต้องออกกันเอง นี้แหละ เลยเขียนลงในกระทู้ดีกว่า กลางๆดี จะโฆษณาให้พี่ต่อเยอะก็เห็นจะไม่งาม เพราะพี่เองก็ยังไม่รู้เรื่องรายละเอียดปลีกย่อยกับโครงการนี้สักเท่าไหร่ เหมือนกัน โอยตี 5 แล้ว ไปนอนดีกว่า เดี๋ยวไปกันใหญ่ .... ราตรีสวัสดิ์ครับ น้องภัส นอนหลับฝันดีครับ ทุกๆ คน |
เขียนโดย
pTout
|
|||
| ||||
|
|
||||
|
Bekommt man irgendwann feste Zeitplan? Nachher kann man ja abwiegen, ob es sich lohnt hinzufahren. Nong Pas: ich glaube, dass dieses Meeting überhaupt statt findet, ist es schon ein gutes Signal. Hoffen wir doch mal, dass es wirklich was bringt. |
เขียนโดย
tatpol
|
|||
| ||||
|
|
||||
|
ตามที่เคยคุยกับพี่ต่อมา เดียร์คิดว่างานนี้เป็นการระดมความคิดเพื่อเป็นแนวทางการของเปลี่ยนแปลงทางการศึกษาในอนาคต โดยเฉพาะเพิ่มความร่วมมือกับทางเยอรมันอะค่ะ คิดว่าน่าเป็นประโยชน์ในการวางระบบการศึกษาในอนาคตค่ะ เพิ่มเติมเรื่องที่พัก มาค้างบ้านเดียร์หรือบ้านพี่เป๊ก น้องปุ๊กก็ได้ค่ะ แถมข้าวต้มรอบเช้า และพาเที่ยวเบอร์ลินได้ด้วยถ้าสนใจ มีที่นอนอย่างดี หญิง 2 ที่ (บ้านเดียร์) และอีกหลายคนที่บ้านพี่เป๊ก น้องปุ๊ก ทั้งสองที่ใกล้กันและที่จัดงานระยะเดินถึงจ้า |
เขียนโดย
Dear (Berlin)
|
|||
| ||||
|
|
||||
|
สวัสดีครับ อย่างที่ผมได้เคยคุยกับคณะกรรมการชุดก่อน ในระหว่างประชุมกรรมการกันบ้างแล้วว่า จุดประสงค์หลักแบบเน้นๆ ของโครงการนี้ คือการพยายาม ที่จะเชื่อมโยงเครือข่ายระหว่างนักเรียนนักศึกษาไทย โดยขั้นแรก จะเน้นในภาคอุตสาหกรรมก่อน โดยทางสถานทูตฯ ไทย ณ กรุงเบอร์ลิน จุดประสงค์เน้นๆ ของการพบปะครั้งนี้ น่าจะเป็นการเปิดโอกาสให้ผู้ที่สนใจในกิจกรรมนี้ และเห็นว่าเกิดประโยชน์ ร่วมระดมสมอง ว่าเราในฐานะ นักเรียนไทยในเยอรมนี จะทำอะไร เพื่อตัวเราเอง และเมืองไทยได้บ้าง |
เขียนโดย tumn
|
|||
| ||||
|
|
||||
|
อ๋อ อันนี้เป็นการประชุมเรื่องโครงการ Education on Demand เกี่ยวกับสภาอุตสาหกรรมนั่นเอง... เคยได้ฟังจากประชุมกรรมการมาเหมือนกัน เข้าใจแล้วค่ะ ตอนแรกนึกว่าเป็นโครงการใหม่ของพี่ต่อ จะปฎิรูปการศึกษาไทยเลยงงๆ ขอบคุณทุกๆ ท่านที่เข้ามาชี้แจงคะ ใครจะไปพรนภัสฝากกินซูชิที่เบอร์ลิน กับซื้อ Dunkin Donut มาฝากหน่อยสิ กิ้วๆๆ
|
เขียนโดย pornapas
|
|||
| ||||
|
|
||||
|
ฮัลโหล ยามฉ้าวเช้าครับ เพื่อนๆ ทุกคน ไม่แน่ใจจริงๆ ครับว่าที่เข้าใจกัน จะถูกต้องตรงกันรึเปล่า เรื่องที่จะเดินทางไปประชุม พุดคุยกัน ที่พี่ต่อ ติดต่อ มานั้น ตามหัวข้อกระทู้ กับ เรื่อง Education on Demand เพราะพี่ต่อยังไม่เคยเอ่ยถึงประโยคนี้เลย ทั้งๆที่โทรมาคุยนานมากเหมือนกัน .... กลัวจะเข้าใจผิดกัน แต่ก็อาจจะเป็นโครงการเดียวกันก็ได้ เพราะคร่าวๆ ไม่ต่างกันมาก เพียงแต่ คราวนี้พี่ ต่อ เน้น ถึงเรื่องการศึกษาหาข้อดี-ข้อเสีย ของระบบการศึกษาของไทย กับ เยอรมัน เพื่อจะนำไปเป็นข้อมูลประกอบการพิจารณาพัฒนาระบบการศึกษาของบ้านเราให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ในทางปฏิบัติ ครับ เรื่อง อุตสาหกรรม หรือ เรียนให้ตรงกับความต้องการตลาดแรงงาน นั้น ไม่ได้พูดคุยกันครับ ...... ถึงตอนนี้ก็เลย งงๆ แล้วหล่ะครับ ถ้า เดียร์ ว่างๆ หรือพอจะสละเวลาได้บ้าง รบกวนช่วยถามพี่ต่อให้หน่อยได้ไหม ว่าพวกเราเข้าใจตรงกันรึป่าว หรือว่าพี่ต่อมีกรอบหัวข้อการประชุม แลกเปลี่ยนความคิดเห็น ประมารไหน จะได้เอามาลงในกระทู้ ให้ได้เข้าใจตรงกัน ..... เพื่อจะได้แลกเปลี่ยนความคิดเห็นกันได้ตรงประเด็น ต่อไป ขอบคุณมากๆ เลย เรื่อง เสนอที่พัก + ทัวร์เบอร์ลิน มา น่าสนใจอย่างแรง การเลือกเรียนให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงาน นั้น ผมคิดว่า มีข้อดี-ข้อเสีย รวมอยู่ด้วยกันนะครับ ข้อดี ก็อย่างที่ ตั้ม บอกไว้แล้ว ผู้เรียนสามารถหางานได้โดยง่าย และถาคอุตสาหกรรม ได้คนที่มีความรู้ตรงตามสาขาที่ต้องการไปทำงาน ส่วนข้อเสีย อาจจะเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่เสียตรงที่สูญเสียอิสระจากการตัดสินใจในการเรียนต่อ เพื่องานในอนาคต หรือ เพื่อให้ตรงกับความถนัดความชอบที่ตนมีอยู่ ข้อเสียนี้จะเกิดโดยตรงที่เรา ถ้าเลือกงานก่อนจะเรียน เพราะเชื่อว่า ในการทำงานในสาขาวิชา หรือแม้แต่ตามความถนัด ของตัวบุคคลนั้นๆ งานที่ออกมาจะมีคุณภาพสูงกว่า และเป็นธรรมชาติมากกว่ามาก ความคิดสร้างสรรค์เอย อะไรต่อมิอะไร ก็จะเกิดขึ้นมากกว่าด้วย ผลที่ได้ต่อสังคมส่วนรวม ก็คือ สังคมมีความหลากหลาย และเดินทางเป็นธรรมชาติ อย่างที่บ้าเราเป็นอยู่ขณะนี้ มากกว่า สังคมที่มีงานรองรับอยู่แล้ว จะเป็นสังคมที่ค่อนข้างเป็นระบบ ระเบียบ อาจจะแบบเยอรมัน แต่จะขาดความหลากหลายอื่นๆ ซึ่งไม่รับประกันว่า สังคนที่เป็นระบบ ระเบียบ นี้จะรองรับ ธรรมชาติการใช้ชีวิตตามวิถีไทยที่เราเป็นกันอยู่รึเปล่า ที่มีความยืดหยุ่นสูง มีการต่อรองสูง ล่าสุด มีน้องคนนึง ถามว่า เค้าจะเรียนอะไรดี เพราะที่บ้านอยากให้เรียนบริหาร หรือกฏหมาย จริงๆ ที่บ้านอยากให้เรียนแพทย์ แต่เด็กคนนี้คงไม่ได้มีผลการเรียนดีมาก พ่อแม่เลยไม่ได้บอกว่าอยากให้เรียนหมอ ผมเลยถามว่า และหนุ่ย(แทนตัวน้องเค้า) ชอบเรียนอะไร อยากเรียนอะไร ทำไม ถึงคิดอย่างนั้น ก็ได้คำตอยกลับมาว่า หนุ่ย(คราวนี้แทนตัวเอง)อยากเรียนอะไรก็ไม่รู้ ที่มันเกี่ยวกับประวัติศาสตร์ หรือเรื่องราวที่ผ่านมาแล้ว เพราะหนุ่ยชอบเรียนชอบอ่าน ชอบติดตามข่าวพวกนี้ เช่นเรื่อง สงครามโลกครั้งที่ 1 ที่ 2 หรือเรื่องเกี่ยวกับเยอรมัน ผมก็ อืมมม....เอางัยดี ถามต่อไปว่า ถ้าชอบอันนี้ก็เรียนพวกประวัติศาสตร์ได้นิ ทำไมไม่บอกพ่อแม่ไปหล่ะ แล้วรู้รึเปล่าว่าเค้าเรียนที่ไหนได้บ้าง หนุ่ยตอบว่า พ่อแม่บอกว่า เรียนไปก็ไม่รู้จะทำงานอะไร หางานทำไม่ได้นะ เรียนพวกบริหารดีกว่า มีงานทำ (หนุ่ย เป็นเด็ก ม.5 ที่กำลังจะขึ้น ม.6 เด็กต่างจังหวัด จ.สุราฏษร์ฯ) ไม่รู้เหมือนกันว่าประวัติศาสตร์เค้าเรียนได้ที่ไหน ตกใจเล็กน้อยเพราะ จะขึ้น ม.6 แล้ว แต่ท่าทางยังไม่รู้ตัวว่าจะเรียนอะไร ที่ไหนมีอะไรให้เรียนบ้าง ถ้าเป็นเด้กที่ผลการเรียนดีมาก คงจะกังวลน้อยหน่อยเพราะคงเอ็นท์ติดไปก่อนแล้วค่อยมาคิดว่าชอบรึเปล่า เรียนไปก่อนแล้วค่อยมาคิดว่าใช่เหรอที่เราชอบ หรือจบแล้วค่อยเปลี่ยนสาขาวิชา เด็กพวกนี้เรียนได้เกือบหมดทุกคณะที่เปิดสอน แต่น้องผม คนนี้ไม่ใช่เด็กกลุ่มนั้น ผมเลยกังวลแทน เลยบอกไปว่า ..... ก็เอางี้ ถ้าชอบเรียนประวัติศาสตร์ จริงๆ ก็ต้องตั้งใจมากๆ อ่านหนังสือเยอะๆ เพราะนักประวัติศาสตร์ที่ดี ที่จะมีงานทำในอนาคต ต้องไม่ใช่แค่เรียนจบประวัติศาสตร์มา แต่ต้องเป็นนักประวัติศาสตร์เลยที่ตัวเราเอง ถ้ามั่นใจว่าชอบทางนี้ ก็ก้าวไปข้างหน้าเลย อย่าเพิ่งไปกลัวว่า เรียนจบจะไม่มีงานทำ ผมถามต่อว่า ภาษาอังกฤษ ชอบมั้ย ได้คำตอบว่า โอยยยย .... ภาษาอังกฤษ นี่ไม่ค่อยเก่งเลย เรียนยังงัยก็จำไม่ค่อยได้ ยากจะตาย แต่ก็ไม่ตกหรอก ได้เกรด 2 หรือ 3 ประจำ ผมก็บอกไปว่า ..... ภาษาอังกฤษ จำเป็นมากนะ สำหรับนักประวัติศาสตร์ เพราะต้องอ่านหนังสือเยอะ ค้นคว้าหาข้อมูล เยอะๆ ลำพังอ่านภาษาไทยก็คงไม่รอบรู้เท่า และไม่รู้อะไรเพิ่มเติม และหลากหลายกว่า ถ้าเราสามารถอ่านและเข้าใจภาษาอังกฤษ ด้วย นักประวัติศาสตร์ ไม่ต้องพูดภาษาอังกฤษเก่งเหมือนนักธุรกิจ แต่ต้องอ่านให้เข้าใจก็พอ หนุ่ยต้องหัดอ่านหนังสือพิมพ์นะ ติดตามข่าวสารบ้านเมือง อ่านภาษาอังกฤษบ้าง เพื่อเป็นการฝึก ..... ทันใดนั้น โดนสวนมาว่า อ้อ....ไม่รู้จะไปหาอ่านได้ที่ไหน หนังสือพวกประวัติศาสตร์ในห้องสมุดท่โรงเรียน ก็อ่านหมดแล้ว ไม่มีอะไรใหม่ๆเลย หนุ่ยอ่านเรื่องสงครามโลกครั้งที่ 1 ครั้งที่ 2 จนหมดแล้ว ที่คนเยอรมันฆ่าชาวยิวตายไปกี่ล้านคน อ่านหมดแล้ว ...... หนุ่ย เล่ายาวจนพอจะเชือได้ ว่าท่าทางจะชอบจริงๆ ผมเลยเกิดอารมณ์อยากจะช่วยขึ้นมาจริงๆจังๆ เอางี้ ถ้าชอบจริงๆ ก็เริ่มตั้งแต่วันนี้เลย พยายามปรับตัว ฝึกนิสัยชอบอ่าน อ่านพวกประวัติศาสตร์เยอะๆ อ่านภาษาอังกฤษบ้าง อ่านไปบ่อยๆ เดี๋ยวภาษาอังกฤษก็จะดีขึ้นๆ เองนะ อย่าไปกังวลมาก เชื่อไว้อย่างนึงว่า ถ้าตั้งใจจะเป็นในสิ่งที่ชอบ เรียนในสิ่งที่ชอบ อยู่กับมันทุกวัน เราก็จะเป็นคนที่มีประโยชน์มีค่าต่อสังคม ถึงตอนนั้นงานก็มีเองแหละ ทู้ซี้เรียนๆไปอะไรก็ไม่รู้ จบมาตกงานเยอะแยะ ..... คำถามสุดท้ายที่ถาม ผมถามว่า อยากรวยหรืออยากทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก ??? คำถามนี้ เจ้าหนุ่ยคิดนาน ..... แล้วพูดอย่างลังเล นิดๆ ว่า หยุ่ยว่าทำงานในสิ่งที่ตัวเองรัก น่าจะดีกว่ามั้ง ด้วยน้ำเสียงที่ค่อนข้างไม่มั่นใจในอนาคตตัวเองเท่าไหร่ จบการสนทนาทางไกลทางโทรศัพท์ข้ามประเทศ ระหว่างคน 2 คน ต่างวัยเล็กน้อย ที่เป็นลูกพี่ลูกน้องกัน ........... ความกังวลยังอยู่ที่ผม หลงเหลืออยู่บ้าง ไม่รู้ว่าอีกฝ่ายนึงจะคิดยังงัยต่อไป .......... ใครอ่านจบ ...... ตอบผม หน่อย ว่าถ้าเป็นคุณเป็น เจ้าหนุ่ย จะตัดสินใจยังงัย ......ง หรือช่วยเล่าประสบการณ์ตัวเอง เรื่องการตัดสินใจเรียนมหาลัย ต่อ ได้ไหม ครับ ว่าคิดยังงัย หรือไม่ได้คิด หรือ ....... เพื่อเป็นการเพิ่มพูนประสบการณ์ เสริมสร้างความคิด นะครับ โชคดี ครับ |
เขียนโดย
pTout
|
|||
| ||||
|
|
||||
|
เดียร์จะคุยกับพี่ต่ออีกที คงต้องไปเจอตัวแล้วจดไปด้วยอะค่ะ เพราะความรู้ในเรื่องประมาณนี้อ่อนแอมาก คงต้องหลังวันที่ 15 มกราคมค่ะ (ขอตัวปั่นงานร้อนชิ้นใหญ่มากๆ และผ่านสนามรบก่อนค่ะ) ท่านนายก ฝากมา เดี๋ยวจัดให้ค่ะ |
เขียนโดย
Dear (Berlin)
|
|||
| ||||
|
|
||||
|
ขอตอบคำถามข้างบนหน่อยนะครับ ว่าถ้าผมเป็นหนุ่ยผมก็คงจะเลือกเรียนอะไรที่ผมเรียนได้นั้นหละ อย่างแรกเลยผมคงจะต้องมาดูก่อนหละว่าผมเก่งหรือถนัดในด้านไหนกว่ากัน ถนัดมนด้านการคำนาณหรือถนัดในด้านความจำจำ คือประมาณว่าเราต้องประเมิณตัวเราให้ดีก่อนว่าตัวเราเองนั้นนอกจากชอบแล้วเรามีความถนัดหรือศักยภาพในด้านไหนบ้าง เพราะถึงเราจะชอบในสิ่งใดสิ่งหนึ่ง แต่ถ้าเราประเมิณแล้วเราไม่มีศักภาพพอ หรือเป็นเลิศในด้านนั้น เราก็ไม่ควรจะไปเรียนในด้านนั้น ตัวผมเองก็ชอบประวัติศาสตร์มาก อาจเพราะติดมาจากแม่ของผมที่ท่านเป็นคนชอบอ่านหนังสือ อ่านแล้วก็มาเล่าให้ผมฟัง ผมจึงชอบ ทั้งที่ท่านเองก็ไม่ได้จบประวัติศาสตร์นะ แต่ท่านคงจะอ่านมันเพื่อเป็นงานอดิเรกแค่นั้นเองหละ ผมเองก็ไม่ได้เรียนประวัติศาสตร์หรอก แต่กลับเรียนในด้านวิทยาศาสตร์ซะด้วยซ้ำ แต่ถ้าผมเดินนทางไปไหน หรืออยู่ที่ไหนผมก้จะพยามยามอยากที่จะรู้ประวัติของที่นั้นๆอยู่ดี และผมก็คิดว่าจริงๆแล้วการจะเรียนประวัติศาสตร์หรือโบราณคดีนั้นมันคงจะต้องมีอะไรที่มากกว่านั้น ที่มากกว่าการที่เราจะสนใจแค่เรื่องใดเรื่องหนึ่ง อย่าลืมนะครับว่าเมื่อเราไปเรียนในมหาลัยจริงๆนั้น มันยังต้องเรียนอย่างอื่นด้วย (มหาลัยในเมืองไทย นะ) ส่วนที่พ่อกับแม่ของหนุ่ยนั้นต้องการให้เรียนกฏหมายหรือบริหารนั้นก็อาจจะเป็นเพราะเค้ามองแบบผู้ใหญ่ไงครับที่ต้องคิดอยู่บนเพื้อนฐานของความเป็นจริงและ คำนึงถึงว่าเมื่อจบมาแล้วจะได้หางานทำได้ง่ายๆ มีงานรองรับเยอะ และเค้าก็คงจะประเมิณแล้วว่าลูกของเค้าน่าจะเรียนในตรงนี้ได้ ซึ่งมันก้จะเป็นผลดีต่อตัวเด็กเองในอนาคตด้วย แต่ผมก็ไม่ได้หมายความว่า ถ้าเค้าจะเลือกเรียนประวัติศาสตร์แล้ว เค้าจะต้องตกงานนะครับ จริงๆแล้วถ้าเค้าเข้าไปเรียนแล้วเค้าเรียนหรือทำได้ดีจริงๆ เค้าก็อาจจะที่มีอนาคตไกลก็ได้ อย่างสนธิ ลิ้มทองกุล นี่ ถ้าผมจำไม่ผิด เค้าก็เรียนด้านประวัติศาสตร์ มานะครับ สรุปนะครับว่าก่อนอื่นหนุ่นคงจะต้องประเมิณตัวเองก่อนละครับ ว่าพอที่จะเรียนอะไรได้บ้าง และสิ่งที่จะเรียนนั้นโอกาสในอนาคตจะเป็นอย่างไรบ้าง เพราะบางครั้งความชอบกับความเป็นจริงและความสสมเหตุสมผลนั้นมันก็ไม่อาจที่จะทับกันได้ร้อยเปอร์เซ็น แต่มันอาจจะมีบางส่วนที่เหลื่อมล้ำหรือทาบทับกันได้บ้างนะครับ ปล. ถ้าหนุ่ยบอกว่าอ่านหนังสือในห้องสมุดหมดแล้ว จนไม่รู้จะอ่านอะไรแล้ว (จริงๆ) ก็ลองให้เค้าหาข้อมูลต่างๆจากอินเตอร์เน็ทซิครับ เพราะผมเชื่อว่าตอนนี้ที่โรงเรียนเค้าก็คงจะมีอินเตอร์เน็ท เพียงพอที่จะให้เค้าสารถหาข้อมูลตรงนี้อ่านได้นะ ครับ |
เขียนโดย
แจ่ม
|
|||
| ||||
|
|
||||
|
มีความเป็นไปได้สูงเหมือนกันนะครับ ที่อาจจะเข้าใจกันคลาดเคลื่อน ในเรื่องจุดประสงค์ของความพบปะครั้งนี้ ข้อเสนอแนะ ขอเป็นข้อๆ ชัดๆ ไปเลย ว่าพบกันเพื่ออะไร จุดมุ่งหมายขั้นต้น และจุดมุ่งหมายระยะยาวเป็นยังไง น่าจะเป็นข้อมูลที่ดีที่สุด สำหรับพวกเรานะครับ |
เขียนโดย tumn
|
|||
| ||||
| ตอบ Board |











